เรื่องของปลาใหญ่
เสียงหัวเราะของเด็กๆ ดังขึ้นอีกครั้งริมฝั่งน้ำ ในยามบ่ายที่สายลมโชยพลิ้ว ความตื่นเต้นปรากฏขึ้นบนใบหน้าของผู้คน ดวงตาเปล่งประกายสดใสใคร่รู้ คืนความมีชีวิตชีวาแก่ผู้คนริมฝั่งโขงอีกครั้ง
“ปลาบึกกลับมาแล้ว ปลาบึกกลับมาอีกแล้ว” ในยามบ่ายอันเงียบสงบ เสียงร้องตะโกนดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าราวคลื่นน้ำ จากท่าน้ำวัดหาดไคร้ ข่าวการกลับมาของปลาใหญ่แพร่กระจายไปทั่วทั้งเมืองอย่างรวดเร็ว
“พวกเขาจับปลาบึกได้สองตัวแล้ว” เสียงบอกเล่า ปากต่อปาก ชาวเมืองชักชวนกันไปดูปลาใหญ่ นักท่องเที่ยวที่เผอิญพักอยู่ในเชียงของ ทั้งคนไทยและเทศต่างพากันมายังท่าน้ำ ชื่นชมปลาใหญ่ที่ถูกผูกมัดเอาไว้
“ปลาบึกกำลังจะตาย” เสียงเด็กคนหนึ่งเอ่ยขึ้น หลายคนพูดถึงปลาใหญ่ด้วยความสงสาร นักข่าวหลายคนพยายามเก็บภาพบรรยากาศริมฝั่ง ผู้คนทยอยกันมามากมาย ต่างพูดคุยและวิพากษ์วิจารณ์ด้วยรอยยิ้ม
“หลายวันก่อนเห็นนกนางนวลสามสี่ตัวบินผ่านมา” ใครคนหนึ่งออกความเห็น
“ปลาบึกสองตัวนี้ เป็นตัวผู้ ตัวเมียจะขึ้นตามมาทีหลัง” อีกคนหนึ่งพูดอย่างผู้รู้
“สามปีเต็มทีเดียว” ผู้เฒ่าคนหนึ่งพูดอย่างดีใจ
บ่ายวันนี้ เรื่องราวของปลาใหญ่แพร่สะพัดจากเมืองเล็กๆ ริมฝั่งน้ำ เข้าไปยังเมืองใหญ่ ผู้คนต่างพูดถึงปลาใหญ่ด้วยรอยยิ้ม.
นิ้วมือ
แสงเรืองรองของดวงตะวันริมขอบฟ้า ส่องสะท้อนบนแผ่นน้ำเอื่อยไหล ผ่านโขดหิน หาดดอน ต้นไม้ ต้นหญ้า ดอกไม้
มือน้อยๆ มือหนึ่ง เด็กน้อยๆ คนหนึ่ง นับนิ้วมืออย่างสงสัย
“นิ้วก้อย นิ้วนาง นิ้วกลาง นิ้วชี้ นิ้วโป้ง เอ…แล้วทำไมนิ้วมือเราถึงต้องมีชื่อด้วยนะ”
ตำนานเรื่องเล่าของแม่น้ำโขง ยังถูกเล่าขานต่อกันมาตั้งแต่คนรุ่นปู่ย่าตาทวด หินแต่ละโขด ผาแต่ละผามีชื่อเรียก ผาหินบางแห่งมีตำนาน แก่งหินบางแห่งมีเรื่องเล่า มีความเชื่อ มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์สิงสถิตย์ เรื่องราวความเชื่อเหล่านี้ยังถูกเล่าขานต่อกันมา
นิ้วมือแต่ละนิ้ว มีชื่อเรียกที่แตกต่าง เช่นเดียวกับแก่งหินผาในแม่น้ำโขง เราบอกไม่ได้หรอกว่า นิ้วมือและหินผาไม่มีความสำคัญ เพราะหากไร้ซึ่งความสำคัญแล้ว เหตุใดสิ่งต่างๆ จึงมีชื่อให้เรียกขาน มีเรื่องเล่า มีความหมาย
“นิ้วก้อย นิ้วนาง นิ้วกลาง นิ้วชี้ เอ… ถ้านิ้วโป้งหายไปจะเป็นยังไงนะ”
หากทว่า เมื่อเราตื่นนอนขึ้นมาแล้วพบว่า นิ้วมือหายไปสักนิ้วหนึ่ง เราจะรู้สึกอย่างไร และหากทว่า เมื่อผู้คนลุ่มน้ำโขงตื่นเช้าขึ้นมาแล้วพบว่า เกาะแก่งหายไปสักแห่งหนึ่ง พวกเขาจะรู้สึกอย่างไร? คงมิแตกต่างกัน
เรื่องเล่าถึงแม่น้ำโขงจะเป็นอย่างไร หากเกะแก่งหินผาถูกทำให้หายไป ถึงวันนั้น ผู้เฒ่าผู้แก่คนใดจะกล้าเอ่ยเล่าให้ลูกหลานฟัง ถึงหินผากลางลำน้ำ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยมีเรื่องราว ตำนานและความเชื่อมากมายสิงสถิตย์อยู่
ใครจะกล้าหาญเอ่ยเล่าถึงสิ่งที่ไม่มีอีกแล้ว.
นิทานริมฝั่งโขง
ผู้คนทยอยกันมาหนาแน่นเช่นเดียวกับความมืดแห่งค่ำคืน เฝ้ารอฟังนิทานริมฝั่งโขง รอบข้างเต็มไปด้วยความเงียบสงัด เสียงจิ้งหรีดและกบเขียดระงมท้องทุ่ง หญิงชราหิ้วตะเกียงและกล่องใบใหญ่ขึ้นวางบนเรือ ก่อนจ้วงพายออกไปในค่ำคืนอันไม่สิ้นสุด ล่องมาตามแม่น้ำโขง
เสียงของเมือง เสียงของรถยนต์จากเมืองหนึ่งสู่เมืองหนึ่ง สู่ท้องถิ่นชนบท สู่เมืองริมแม่น้ำโขง ต้นไม้ใหญ่ แม่น้ำเริงเล่นหยอกล้อในเกลียวคลื่น หมู่ปลาว่ายแหวก คนหาปลา วิถีชีวิตอันเรียบง่าย ค่ำคืนมาเยือนอย่างรวดเร็ว ลูกไฟสีแดงของพญานาคผุดลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าราวกับไม่หมดสิ้น
มนุษย์ผู้ชายกับมนุษย์ผู้หญิง พญานาคกับพญาครุฑ หญิงชรากับเรื่องเล่า แสงและเงา การต่อสู้อันไม่จบสิ้น เริงเล่นอยู่บนฉากผ้าสีขาวขนาดใหญ่ เสียงแห่งการต่อสู้ดังสนั่นหวั่นไหว เสียงโอดครวญเจ็บปวด เสียงอ้อนวอนร้องขอในความเงียบงัน เสียงที่ไม่มีใครได้ยิน เสียงที่ไม่มีใครได้ยิน
การเดินทางเริ่มขึ้นอีกครั้ง จากเมืองริมฝั่งแม่น้ำโขง มุ่งสู่ถิ่นชนบท หายเข้าไปในเมืองใหญ่ เช่นเดียวกับผู้คนทั้งหลายถูกกลืนหายเข้าไปในเมืองใหญ่ การต่อสู้อันไม่จบสิ้นระหว่างมนุษย์ผู้ชายกับมนุษย์ผู้หญิง พญานาคกับพญาครุฑ หญิงชรากับเรื่องเล่าที่กำลังเลือนหาย แสงและเงาท่ามกลางเสียงครวญครางอันเจ็บปวด การต่อสู้ยังดำเนินไปไม่จบสิ้น ท่ามกลางความเงียบงัน ท่ามกลางความมืดอันไพศาล.
ละครเงา
ความมืดโรยตัวอย่างอ้อยอิ่งโอบคลุมท้องฟ้าและสายน้ำกว้าง เด็กๆ ห้อมล้อมเข้ามาเฉกเช่นความมืด ส่งเสียงพูดคุยและหัวเราะ เด็กกลุ่มหนึ่งคือนักแสดง และเด็กอีกกลุ่มคือผู้ชม การแสดงละครหุ่นเงากำลังจะเริ่มขึ้นในไม่ช้า
ท้องฟ้าสีนิลขับดวงดาวสีเงินให้สุกสกาว สายลมชื้นแห่งค่ำคืนโชยผ่านเล่นล้อกับผืนผ้าเล็กๆ พลิ้วไหว ทั้งห้าผืน เด็กนั่งห้อมล้อมเป็นวงกว้างหน้าผืนผ้าซึ่งถูกแปลงเป็นจอหนังอันสุกสว่างด้วยดวงไฟ รอบข้างมืดสนิท มีเพียงแสงเรืองวาวจากดวงตาตื่นเต้น และอยากรู้อยากเห็น
“บ้านหลังหนึ่งกำลังย่างปลาไว้ในเตา เจ้าแมวออกอุบายให้หมาเอาข่าย่างปลาออกจากเตา แล้วตัวเองกินปลาจนหมด พอเจ้าหมารู้ว่าแมวกินปลาจนหมด หมาจึงไปฟ้องเจ้านาย เจ้านายโกรธมากจึงไล่ตีแมว”
“ตายายคู่หนึ่งอยากมีลูก จึงไปบนบานสานกล่าวกับต้นไทรใหญ่เพื่อขอลูก ระหว่างทางกลับบ้าน ตายายได้พบเด็กชายคนหนึ่ง จึงพากลับมาเลี้ยงดู วันหนึ่งขณะที่ตายายพาเด็กชายไปหาปลา เด็กลงเล่นน้ำและกลับกลายร่างเป็นพญานาค ตายายรู้สึกเกรงกลัวจะไปพาชาวบ้านมา หลังจากนั้นจึงไม่มีใครพบเห็นพญานาคอีกเลย”
“มีแม่ลูกคู่หนึ่ง ลูกอยากได้ห่วงยางแต่แม่ไม่มีเงินซื้อให้ วันหนึ่งลูกออกไปเล่นน้ำและจมน้ำหายไป แล้วมีชายคนหนึ่งช่วยเด็กน้อยขึ้นมาจากน้ำ ก่อนดำน้ำหายไป แม่ดีใจมากที่เห็นลูกยังมีชีวิตอยู่”
“ในงานลอยกระทง มีการประกวดนางนพมาศ ขณะที่นางงามแต่ละคนนั่งกระทงล่องแม่น้ำโขงมาถึงบริเวณผาถ่าน กระทงเกิดพลิกคว่ำ นางงามสามคนขึ้นจากน้ำได้ แต่นางผมหอมจมน้ำหายไป ฝรั่งนักประดาน้ำจึงลงไปช่วยนางผมหอมขึ้นมา ทั้งสองเกิดรักกันและแต่งงานกัน”
“มีหญิงสาวสองคนเป็นเพื่อนกัน ทั้งคู่ไปเที่ยวป่า และนัดกันว่าหากเกิดหลงทางให้ไปพบกันที่ภูเขาแห่งหนึ่ง ทั้งสองเดินเที่ยวป่าจนเพลินเข้าไปในป่าช้า และได้เจอผี ต่างจึงวิ่งหนีผีและเกิดพลัดหลงกัน คนหนึ่งไปถึงแม่น้ำ อีกคนไปพบกระต่ายป่า และต่างนึกถึงภูเขาแห่งที่นัดหมาย หญิงสาวทั้งสองจึงมาพบกันและพากันกลับบ้าน”
แต่ละเรื่องราวถูกเอ่ยเล่าขับขานผ่านเด็กน้อยทั้งห้ากลุ่ม แต่ละคนต่างช่วยกันเล่าเรื่องราวของตน แต่ละคนช่วยกันเชิดหุ่นกระดาษที่ช่วยกันประดิษฐ์ขึ้น เรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้กับบรรดาเพื่อนๆ และผู้ที่นั่งชมอยู่ หน้าจออย่างใจจดใจจ่อ เฝ้ารอชมการเริงเล่นระหว่างแสงและเงา
จนทำให้ฉันอดคิดถึงค่ำคืนภายใต้แสงตะเกียงมิได้ ภายใต้แสงสลัวรางของตะเกียง หลายครั้งเราพบว่า เรื่องเล่าได้ถือกำเนิดจากเงาสลัวรอบเรืองแสงแห่งตะเกียง และเช่นเดียวกับพวกเราเด็กๆ นั่งอยู่ในวงแสงอันอบอุ่นนี้ มีรอยยิ้มบนดวงหน้าและแววตาฟุ้งฝัน ค่ำคืนนี้ก็ไม่แตกต่างกัน
เสียงตบมือดังกึกก้องพร้อมด้วยเสียงหัวเราะหยอกล้อ เมื่อแต่ละเรื่องเล่าจบลง กลุ่มผู้ชมต่างย้ายไปยัง หน้าจอผ้าที่มีแสงสลัวราง เรืองรองด้วยหุ่นเงาอันเคลื่อนไหวได้ราวกับมีชีวิต.
นกนางนวล
ชาวบ้านบางคนบอกว่า ในฤดูกาลที่น้ำโขงใสจนมองเห็นกรวดหินใต้ธารน้ำ ไกเริงร่ายส่ายไหวราวเส้นไหมสีเขียว เด็กๆ ต่างเฝ้ามองดูเส้นขอบฟ้า เฝ้ารอฝูงนกนางนวลอยู่ริมฝั่งน้ำ สดับฟังเสียงร้องเรียกเพรียกหาจากขอบฟ้าไกล
ฝูงนกนางนวลมาตรงเวลาเสมอ ร่อนถลาเหนือเวิ้งน้ำกว้าง ส่งเสียงพร่ำเพรียกเรียกหาอยู่เช่นนั้น เสียงร้องของมันปลุกชาวเมืองให้ออกมาเฝ้ามองอย่างชื่นชม พวกเด็กๆ โห่ร้องอย่างดีใจ วิ่งลงมายังฝั่งน้ำ หรือเจ้านางนวลรู้ว่า ชาวเมืองเฝ้ารอคอยการมาเยือนของพวกมันอยู่ทุกปี
เพียงไม่นาน หลังจากการมาเยือนของฝูงนางนวล ฝูงปลาใหญ่แหวกว่ายทวนน้ำขึ้นมาตามเสียงเพรียกร้องของฝูงนก เริงเล่นน้ำอยู่ตามหาดหินอันนุ่มนวลด้วยแพรไหมสีเขียว ป่วนปั่นผืนน้ำจนแตกซ่านกระเซ็น
หลายปีมาแล้ว ชาวเมืองต่างรอคอยวันคืนของอดีต เพื่อย้อนทวนความทรงจำ เด็กๆ เฝ้ามองดูเส้นขอบฟ้าอยู่ริมฝั่งน้ำ ไม่มีวี่แววของฝูงนกนางนวล ไม่มีวี่แววของฝูงปลาใหญ่
พิธีบวงสรวงปลาใหญ่เริ่มขึ้นอย่างเงียบเหงาหัวใจ หลงเหลือเพียงตำนานขานเล่าถึงฝูงนกนางนวลและฝูงปลาใหญ่ หรือจะเป็นเพียงแค่คำบอกเล่าถึงเรื่องราวที่กำลังเลือนหาย.

แนะนำหนังสือ
รวมเรื่อง (โคตร) สั้น “ภาพร่างของความหลับ”
คุณชอบอ่านหนังสือประเภทไหน? เบาบางอย่างไร้สาระ หวานปนเศร้าอย่างงานเกาหลี หรืองานประเภท “ทำให้เรารู้สึกเหมือนโดนทุบหัว” อย่างที่นักเขียนชาวเยอรมัน นาม ฟรันซ์ คาฟกา กล่าว ถ้าหากตัวเลือกของคุณเป็นอย่างที่คาฟกากล่าวแล้วละก็หนังสือ “ภาพร่างของความหลับ” ผลงานเล่มแรกของนักเขียนหนุ่ม “สุขพงศ์ คหวงศ์อนันต์ “ ก็ไม่น่าทำให้คุณพลาดได้
“ภาพร่างของความหลับ” เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้น 62 เรื่อง ที่จะพาคุณเปิดโลกทัศน์ ความคิดและมุมมองใหม่ๆ อย่างที่ไม่มีอ้างอิงและไม่สามารถอ้างอิงได้จากในตำราที่คุณเรียนมา
ฉะนั้น... อย่าหวาดกลัวถ้าหนังสือเล่มนี้จะทำให้คุณรู้สึกเหมือนโดนทุบหัว... อย่างแรง!
“ภาพร่างของความหลับ” สุขพงศ์ คหวงศ์อนันต์ : เขียน I สำนักพิมพ์ง่ายงาม : พิมพ์ครั้งแรก
จำนวน 192 หน้า ขนาดพ๊อกเก็ตบุ๊ค ปก 4 สี กระดาษปก ปอนด์วาดเขียน 100 แกรม
ราคา 150 บาท I สายส่งศึกษิต 022-259-536-40 I สั่งซื้อโดยตรง : http://us.f385.mail.yahoo.com/ym/Compose?To=ngaingam_art@lycos.com หรือติดต่อ 087-778055
พิธีบวงสรวง
ยามเช้าถือกำเนิดที่ริมขอบฟ้า เอิบอาบแผ่นดินโลกให้อบอุ่น สดกระจ่างด้วยแสงแดดร้อนแรง
เครื่องเซ่นไหว้บวงสรวงตระเตรียมไว้พร้อมเสร็จสรรพ ทั้งดอกไม้ธูปเทียน น้ำส้มป่อย ไก่ หัวหมู อาหารคาวหวาน และเหล้าพื้นเมือง
ชาวบ้านช่วยกันถือเครื่องบวงสรวงจากศาลาท่าเรือวัดหลวง เดินลงเนินขึ้นไปยังผาถ่าน ศาลเจ้าพ่อตั้งเด่นสง่าสะท้อนประกายแดด ผาถ่านเต็มไปด้วยตะปุ่มตะป่ำของหินสีดำ มองดูราวกับภูเขาถ่านขนาดใหญ่ ชาวบ้านจัดวางเครื่องบวงสรวง พิธีกรรมเริ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านต่างจุดธูปขอพรให้เจ้าพ่อปกปักรักษาแม่น้ำโขง
วงสะล้อขับกล่อมบรรเลงบทเพลงล้านนาเพิ่มเติมสีสัน ในขณะที่เรื่องเก่าเล่าขานถูกเผยผ่านริมฝีปากจากที่นั่นที่นี่ บางว่าปู่ละหึ่งผู้เป็นบรรพบุรุษของผู้คนริมฝั่งแม่น้ำ ได้คอนถ่านใส่กระบุงไปขายทางทิศเหนือ เนื่องจากถ่านหนักมากจึงทำให้ไม้คานหัก ถ่านตกเกลื่อนกระจายริมฝั่งน้ำจนเกิดเป็นเกาะแก่งหินผามากมายในแม่น้ำ และผาถ่านโขดนี้เป็นถ่านก้อนหนึ่งที่ปู่ละหึ่งได้ทำตกไว้
บางคนได้เล่าว่า ใต้ผาถ่านแห่งนี้มีถ้ำของพญานาคอยู่ ครั้งหนึ่งมีประกวดนางนพมาศ มีการแห่นางงามทางเรือผ่านผาถ่าน เรือเกิดล่ม นางงามคนหนึ่งจมหายไป จากนั้นมีชาวบ้านมาพบนางงามคนนี้ในวังน้ำบริเวณผาถ่าน ทุกคนเชื่อว่าพญานาคได้ช่วยนางไว้
อีกบางคนเล่าว่า สมัยก่อนนั้น บริเวณแถบนี้เคยเป็นแดนประหารนักโทษของเมืองโบราณ
ทุกเรื่องราวถูกกล่าวขานถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่ง สู่คนอีกรุ่นหนึ่ง ตราบที่ผู้คนยังเชื่อและศรัทธาในสิ่งที่ยัง ฝังลึกในหัวใจของทุกคน เรื่องเล่าจะยังคงอยู่เช่นเดียวกับความเชื่อและศรัทธา.