วันพุธที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2550

เสียงน้ำและความเงียบงัน ๑๑

ลมหนาว

ลมหนาวระลอกใหม่พัดโชยเข้ามาอีกครั้งจากผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่ของประเทศจีน สายลมหนาวพัดพาเรียวปีกของฝูงนกผ่านเข้าสู่ประเทศอันอบอุ่น

เช้าวันนี้จึงไม่พบเห็นนักท่องเที่ยวลงมาเดินเล่นอยู่ริมฝั่งโขงเช่นที่เคยมี นอกจากชายชราในชุดคลุมคนหนึ่งลงมาขี่จักรยานออกกำลังกายดังเช่นทุกๆ วัน ฉันมักเห็นแกออกมาขี่จักรยานเสมอในช่วงเช้าๆ เช่นนี้

แม้ว่าชายชราจะมีอายุมากแล้ว แต่ยังดูแข็งแรงดี แม้เราจะไม่เคยพูดคุยหรือทักทายกัน ทว่าเราต่างรับรู้การมีอยู่ของกันและกัน ชายชราขี่จักรยานผ่านร้านกาแฟทุกวัน แกมองดูร้านกาแฟแต่ไม่เคยเอ่ยถามถึงสิ่งใด ชายชรามองดูด้วยสายตาของผู้ที่เฝ้ามองความเป็นไป

ในเช้าวันนี้จึงมีเพียงฉันและชายชราในความคิดคำนึงของตน เฝ้ามองแสงเรื่อเรืองเหนือเทือกเขาบนแผ่นดินลาว ดวงอาทิตย์ค่อยๆ โผล่พ้นจากเทือกเขา สาดแสงอ่อนจางเผยความอบอุ่นแก่พื้นโลก แสงเช้างดงามสาดสะท้อนลงบนผืนน้ำเป็นประกายวิบวับ ม่านหมอกล่องลอยโอบล้อมเทือกเขาและแม่น้ำเอาไว้ เช่นเดียวกับแสงแดดอันอบอุ่นโอบล้อมชีวิตของโลก.

วันอังคารที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2550

มนต์รักแม่กลอง

วุฐิศานติ์ จันทร์วิบูล

มนต์รักแม่กลอง




เจื้อยแจ้วแว่วเสียงสำเนียงขับร้อง
ดั่งเพลงมนต์รักแม่กลอง
ล่องลอยพลิ้วหวานซ่านมา
กล่อม...สาวงามบ้านอัมพวา
มนต์รักแม่กลองแว่วมา
เหมือนสายธาราแม่กลองรำพึง





บทเพลงมนต์รักแม่กลองแว่วหวานซ่านผ่านริมฝีปากของฉันอยู่ตลอดเวลาที่เดินทางมุ่งหน้าสู่อำเภอแม่กลอง ราวกับว่า ฉันเดินทางมาตามท่วงทำนองของบทเพลง มาตามเสียงพร่ำร้องเพรียกหาที่แว่วดังอยู่ในหัวใจมาเนิ่นนาน





พี่ต้องจากลาขวัญตานิ่มน้อง
ไม่ลืมลาสาวแม่กลอง
ต้องครวญหวนมาสักวัน
กลิ่น...เนื้อนางไม่จางสัมพันธ์
เราสองล่องเรือร่วมกัน
ร้องเพลงชมจันทร์ลุ่มน้ำแม่กลอง


ฉันนั่งอยู่ริมแม่น้ำ ปล่อยให้สายลมหอบกลิ่นไออันอ่อนโยนคุ้นเคยล่องลอยเข้ามาโอบกอด ขณะเคลิ้มฟังบทเพลงแว่วหวานไพเราะจากเสียงไวโอลินของชายนิรนาม เสียงไวโอลินของเขาได้ชักพาให้ฉันเดินทางย้อนกลับไปสู่อดีตอันเลือนรางเมื่อวัยเด็ก ภาพแม่น้ำแผ่กว้างไพศาล ภาพเรือที่สัญจรผ่านไปมา บ้านเรือนริมฝั่งคลอง และการเดินทางอันไม่สิ้นสุด


ไม่เคยสิ้นสุด ราวกับว่าการเดินทางได้เริ่มต้น ณ ที่ใดที่หนึ่งของสุดฟากความฝัน เพื่อเดินทางไปยังที่ใดที่หนึ่งของอีกสุดฟากความฝัน เพียงชั่วลำน้ำแม่กลองขวางกัน เพียงชั่วเสียงเพลงล่องลับลอยหาย การเดินทางได้เริ่มต้นอีกครั้ง อีกครั้ง และอีกครั้ง...

ไม่ลืม...น้ำใจไมตรี
สาวงามบ้านบางคณที
เอื้ออารีเรียกร้อง ให้ดื่มน้ำตาล
พร้อมกับยิ้มหวานของนวลละออง
ก่อนลาจากสาวแม่กลอง
เราร่วมปิดทองงานวัดบ้านแหลม

ฉันเดินเรียบเรื่อยมาตามลำคลองอัมพวา ห่างไกลจากย่านตลาดที่นักท่องเที่ยวมาเที่ยวชม เดินเลือกซื้อสินค้า อาหาร ขนม และของฝากกันอย่างพลุกพล่าน ทว่ายิ่งห่างไกลออกมา ภาพห้องแถวไม้ริมฝั่งคลองกลับเงียบเหงา ท่ามกลางบรรยากาศยามเย็นอันเงียบสงบ


ฉันได้พบว่า ความมีชีวิตจริงๆ ของคนอัมพวาแอบซ่อนอยู่ที่นี่ ชีวิตอันปกติธรรมดาของผู้คน บ้านเรือนและร้านขายของของชาวบ้าน มีตั้งแต่อุปกรณ์การเกษตร ยา และสินค้าของชำ บางครอบครัวนั่งล้อมวงกินอาหารมื้อค่ำอยู่ด้วยกัน บ้างจดจ่ออยู่หน้าจอโทรทัศน์ บ้างนั่งพูดคุยสรวลเสเฮฮาระหว่างเพื่อนบ้าน เด็กๆ วิ่งหยอกล้อ กระโดดเล่นน้ำ หรือบางที นี่คือวิถีชีวิตของผู้คนแห่งลุ่มน้ำแม่กลองที่ฉันอยากได้รู้จักจริงๆ?
เจื้อยแจ้วแว่วเสียงสำเนียงขับร้อง
คร่ำครวญลาสาวแม่กลอง
ล่องลอยเมื่อคืนข้างแรม
กรุ่น...หอมไอทะเลเคล้าแซม
มนต์รักแม่กลองแทรกแซม
คิดถึงพวงแก้มนวลสาวแม่กลอง

สายลมยามค่ำคืนหอบไอเย็นของแม่น้ำขึ้นมาอบร่ำ เรือล่องออกจากตลาดอัมพวาเข้าสู่คลองผีหลอก เรือท่องเที่ยวนับสิบลำล่องไปในความมืดของแม่น้ำ เฝ้ามองแสงพริบพราวของดวงดาวเล็กๆ มากมายที่เกาะอยู่ตามกิ่งก้านดอกใบของต้นลำพูเหนือผืนน้ำ นาฏกรรมแห่งชีวิตที่ชักชวนผู้คนมากมายเข้ามาเยี่ยมชม อีกทั้งยังชักชวนความขัดแย้งมาสู่ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมฝั่งคลอง หรือการท่องเที่ยวกำลังจะเข้ามาแบ่งแยกทำลายความสงบเรียบง่ายของผู้คนที่นี่?



สายน้ำยามค่ำคืนทำให้ฉันหวนคิดถึงเรื่องราวมากมายที่ล้วนเคยผ่านเข้ามาแล้วผ่านไป ชีวิตที่ผ่านมาของฉันล้วนมีความเชื่อมโยงผูกพันอยู่กับสายน้ำ และผู้คนที่พิงพักอาศัยอยู่กับสายน้ำ เรื่องราวชีวิตของผู้คนที่นี่ก่อให้เกิดความคุ้นเคยกับฉันอย่างประหลาด แม้ในภาวะที่จำความได้ นี่คือครั้งแรกที่ฉันได้มาเยือนถิ่นแม่กลอง

แต่ในความฝันลึกล้ำของวัยเยาว์ สายน้ำแม่กลองล่องไหลเข้ามาอยู่เยือนในหัวใจของฉันมาเนิ่นนานแล้ว นับจากวันนั้น...

เสียงไวโอลินยังบรรเลงเพลงแผ่วเบา ล่องลอยมาตามสายน้ำยามค่ำคืน หวานแว่ว...
กรุ่น...หอมไอทะเลเคล้าแซม
มนต์รักแม่กลองแทรกแซม
คิดถึงพวงแก้มนวลสาวแม่กลอง...


๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๐

วันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2550

เสียงน้ำและความเงียบงัน ๑๐

ข้างหลังโปสการ์ด

ยามเย็นเดินทางผ่านเข้ามาอย่างเงียบงัน ในบรรยากาศอันเงียบเหงาของร้านกาแฟ แม่น้ำโขงยังคงล่องไหลดุจดังชีวิต ล่องไหลไม่หยุดยั้ง

เรือลำน้อยลอยล่อง บางขณะถูกปล่อยให้ลอยคว้างกลางลำน้ำ ไร้ทิศไร้ทางไม่แตกต่างจากชีวิตในบางช่วงเวลา ถูกปล่อยให้เคว้งคว้างไร้จุดหมายปลายทาง

ฉันหวังว่าการเดินทางที่ผ่านมาคงยังความสุขแก่เธอบ้าง หากเราไม่ปล่อยให้ตัวเองคาดหวังกับสิ่งต่างๆ มากเกินไป เมื่อเรามีความรู้สึกว่า หลายสิ่งหลายอย่างไม่เป็นไปตามที่เราคิดเอาไว้ หากเราไม่คาดหวังอันใด แน่นอนว่าเราย่อมไม่รู้สึกผิดหวัง เราเพียงแต่ปล่อยให้ชีวิตไหลลอยไปดุจเดียวกับกระแสน้ำ ไร้ซึ่งการคาดหวังใดใด

อากาศหนาวเย็นเริ่มจางคลายลงบ้างแล้วในยามเช้า และปล่อยให้ยามเย็นนิ่งงัน ทว่าชีวิตยังคงเริงเล่นไปอย่างอิสระและเปี่ยมล้นด้วยพลังใจ.

วันพุธที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2550

เสียงน้ำและความเงียบงัน ๙

ชายชรากับหลานสาว

แสงแดดอ่อนโยนของยามเย็นอาบละอองพร่ามัวทาบทับเทือกเขาไกลโพ้น ดูราวกับฉากที่มีแม่น้ำโขงล่องไหลลับหาย นักท่องเที่ยวลงมาเดินชมความงดงามอยู่บนถนนริมฝั่งน้ำ ในขณะที่ผู้คนที่นี่ออกมาเดินเล่นและวิ่งออกกำลังกายดังเช่นปกติ เรือลอยลำเนิบช้าอยู่ริมฝั่งน้ำ ห่างไกลออกไปยังอีกฟากฝั่ง ชาวลาวเดินทอดแหอยู่บนหาดกรวดหินบนสันดอนกลางแม่น้ำ

ทุกเย็นฉันพบเห็นชายชราคนหนึ่งลงมาอาบน้ำโขงอยู่เสมอ คล้ายดั่งคำมั่นสัญญาของเพื่อนเก่า ชายชรากับแม่น้ำโขง คล้ายเป็นสัญญาณลึกลับในการพบเจอระหว่างชายชรากับฉัน และเป็นดั่งการนัดพบของชายชรากับเจ้ามณี สุนัขผู้มีอารมณ์กราดเกรี้ยวของตำมิละเกสต์เฮาส์

ทุกเย็นก่อนลงไปอาบน้ำในแม่น้ำโขง ชายชราจะออกเดินหรือวิ่งไปมาอยู่บนถนนริมฝั่ง เพื่อเรียกเหงื่อและทำให้ร่างกายอบอุ่นมากพอที่จะต้านทานความหนาวเย็นของแม่น้ำโขง ทันทีที่ชายชราปรากฏตัว ฉันจะได้ยินเสียงเห่าของเจ้ามณีจากบนเกสต์เฮาส์ จากนั้นมันจะค่อยๆ พาร่างเตี้ยๆ ของมันลงมาวิ่งไล่ตามเห่าแก ในขณะที่แกเองหันมาแกล้งขู่และเย้าแหย่มัน ทว่าเจ้ามณีก็หาได้ลดละไม่ ทั้งคู่จึงต่างวิ่งไล่ข่มขู่กันไปมาราวกับการเริงเล่นของสายลมที่หลงรักใบไม้แห้ง จึงพัดพาใบไม้ให้หมุนคว้างไปมาอยู่เช่นนั้น เมื่อสงครามยุติ ชายชราจึงเดินลงไปยังริมฝั่งน้ำ

เย็นนี้ก็เช่นเดียวกัน ทันทีที่ได้เห็นชายชรา เสียงเห่าของเจ้ามณีก็ดังขึ้น เป็นเสียงเห่าเล็กๆ ที่ไม่น่าเกรงขามเท่าใดนัก ทว่าในวันนี้ชายชรามากับหลานสาวตัวน้อยๆ คนหนึ่ง เธอคงนึกสนุกจึงอยากมาอาบน้ำโขงกับปู่ด้วย

ชายชราพาเธอออกวิ่งช้าๆ ไปตามถนนเลียบแม่น้ำ เสียงของเจ้ามณีเงียบหายไป แต่แล้วกลับดังขึ้นอีกครั้ง ดั่งคำสัญญาที่มีต่อกัน เจ้ามณียังทำหน้าที่ของมัน แต่พอมันเห็นเด็กหญิง มันเห่าอีกสองสามครั้งพอเป็นพิธีก่อนหันหลังกลับ ราวกับมันต้องการบอกให้ชายชรารู้ว่า “เอาแค่นี้ก็แล้วกัน ฉันไม่อยากทำให้แกต้องขายหน้าสาวน้อยคนนี้หรอก” จากนั้นมันก็วิ่งกลับขึ้นไปประจำที่ของมัน

เมื่อวิ่งจนเหนื่อย ชายชราพาเด็กหญิงเดินลงบันไดไปยังฝั่งน้ำ แกนั่งลงและชี้ชวนให้เด็กหญิงมองดูการไหลของสายน้ำพลางเอ่ยเล่าถึงบางเรื่องราวเกี่ยวกับแม่น้ำโขง จากนั้นแกช่วยเธอถอดเสื้อผ้าออกเพื่อให้ร่างกายชินกับไอเย็นของอากาศ หยั่งเท้าลงบนผืนทรายปล่อยให้เกลียวคลื่นน้อยๆ จากเรือหาปลาลามเลียหน้าแข้ง ฟังเสียงกระซิบแผ่วเบาจากคลื่นน้ำ และเริงเล่นอย่างสนุกสนาน

มันน่าตื่นเต้นมิใช่หรือกับการได้ลงมาอาบน้ำโขง มันน่าตื่นเต้นมิใช่หรือกับเรื่องเล่าของชายชรา เช่นเดียวกับสิ่งใหม่ๆ ที่กำลังย่างกรายเข้ามาสู่ชีวิตของเด็กหญิงคนนี้ เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมิใช่หรือกับครั้งแรกของชีวิต.

วันอังคารที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

ดวงตะวันที่จำปาสัก

วุฐิศานติ์ จันทร์วิบูล

ยามเช้ากำลังเริ่มต้นขึ้นที่ริมขอบฟ้า ขณะความมืดคลี่ม่านหม่นเผยให้เห็นผืนฟ้างามครามชมพู เรื่อเรืองราวผิวสาวเปล่งปลั่งส่องสะท้อนจนพื้นผิวของแม่น้ำโขงอาบด้วยมวลแห่งสีสันดุจเดียวกัน

ฉันยืนอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ฟังเสียงคลื่นน้ำทบทยอยเข้าสู่ชายฝั่งครั้งแล้วครั้งเล่าราวมิรู้จักเหน็ดเหนื่อย สายลมหนาวยะเยือกหอบพัดเอากลิ่นหอมชื่นของแม่น้ำอันคุ้นเคยเข้ามา ฉันเฝ้ามองดูฝูงนกสีขาวผกโผจากรวงรังบินข้ามฟ้าลับหายไปในม่านหมอกเบื้องทิศตะวันออก ขณะดวงตะวันสีแดงปรากฏรูปกายเหนือเส้นขอบฟ้า เรืองรองด้วยแสงแดดอ่อนจาง ค่อยๆ เก็บซับมวลหมอกเหนือผิวน้ำ ค่อยๆ อาบความอบอุ่นไปทั่วบริเวณ

หมู่บ้านริมฝั่งเรืองรองอ่อนหวานด้วยแสงแรก ก่อนแผ่ซ่านละอองแดดอันอบอุ่นอาบผืนน้ำโขงจนเปล่งประกายงามระยับ เอื้อความอบอุ่นให้กับเรือหาปลาของชาวประมงพื้นบ้านที่ล่องลอยอยู่กลางแม่น้ำตั้งแต่ก่อนฟ้าสาง เด็กชายตักน้ำขึ้นมารดพืชผักของแปลงเกษตรริมฝั่งแม่น้ำโขง แม่หญิงชาวบ้านลงมาซักผ้าและตักน้ำหาบเอาขึ้นไปเก็บไว้ใช้ภายในครัวเรือน และเด็กๆ ที่วิ่งเล่นสนุกสนานอยู่ในรั้วบ้านอันอบอุ่น

ละอองแดดอบอุ่นอาบร่างของหญิงแม่ค้าน้อยๆ สวมหมวกญวนขี่รถถีบกระเตงของขายอยู่บนถนนสายหลักในเมือง แม่หญิงชาวบ้านใส่บาตรและพนมมือรับพรจากพระสามสี่รูปที่เดินออกมาบิณฑบาตตามบ้านเรือน แม่เฒ่าสองนางสวมเสื้อกันหนาวนั่งเคี้ยวหมากพูดคุยถึงความหลังบนเตียงไม้ใหญ่หน้าบ้าน และไอร้อนจากหม้อต้มกาแฟและหม้อเฝออวลอุ่นในร้านกาแฟยามเช้าที่คับคั่งไปด้วยผู้คน

ละอองแดดอาบอุ่นต้นไม้ใบหญ้าสดขจีจากหยาดน้ำค้างยามเช้า งานบุญเลี้ยงพระของบรรดาพ่อบ้านแม่บ้านที่กำลังนั่งฟังเพลงสวดแห่งสานุศิษย์ของสมณโคดม นักกีฬาเดินยืดเส้นสายเพื่อเตรียมตัวลงสนามแข่งขันในงานกีฬาประจำแขวง ขบวนผู้โดยสารและสัมภาระอัดแน่นบนรถสองแถวที่กำลังเดินทางจากเมืองไปสู่เมือง และบรรดานักท่องเที่ยวและชาวเมืองที่กำลังเตรียมเดินทางไปร่วมงานบุญที่ปราสาทวัดพู

ละอองแดดอาบอุ่นอยู่ตามตึกรามบ้านช่องห้องหับของเมือง โฮงหมอหรือสถานพยาบาลอันเงียบร้างและไร้ผู้คน สนามและอาคารของโฮงเฮียนอันเงียบเหงาในเช้าวันอาทิตย์ สิมและวัดวาอารามนิ่งสงบรอคอยผู้ศรัทธาเข้ามาเยี่ยมเยือน เฮือนไม้ประดับประดาสร้อยฉลุเชิงชายหลังคาแบบขนมปังขิงตามสถาปัตยกรรมร่วมสมัยรัชกาลที่ห้า ตึกโคโรเนียลร่องรอยแห่งศิลปะตกค้างจากเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส ขัวหรือสะพานวัดใจที่ไม่อนุญาตให้รถวิ่งผ่านสวนทางบนลำห้วยสายน้อย

ดวงตะวันอาบละอองแดดอันอบอุ่นไปทั่วเมืองทั้งเมือง มิแบ่งแยกผู้เหย้าหรือผู้มาเยือน มิแบ่งแยกว่ายากดีมีจนสูงส่งหรือต่ำทราม มิแบ่งแยกเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ หรือศาสนา ตามวิถีชีวิตอันเรียบง่ายงดงามของผู้คน ทว่าเอื้อความอบอุ่นไปถ้วนทั่วตลอดเส้นสายแม่น้ำโขง มิได้แบ่งแยกว่าเป็นผู้ให้หรือผู้ทำลาย เป็นผู้กักตุนเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ส่วนตนหรือผู้คอยเอื้อเฟื้อแบ่งปัน มิแบ่งแยกว่าเป็นจีน พม่า ลาว ไทย กัมพูชาหรือเวียดนาม แม่น้ำโขงยังคงหลากไหลไปหล่อเลี้ยง ดวงตะวันยังสาดแสงร้อนแรงอบอุ่น

ทุกครั้งที่ได้ยืนอยู่เบื้องหน้าสายน้ำ ฉันนึกถึงความเอื้อเฟื้อแบ่งปันที่หลากไหลไปหล่อเลี้ยงมวลสิ่งมีชีวิตได้ไม่เคยสิ้นสุด ทุกครั้งที่ได้เฝ้ามองการก่อกำเนิดของดวงตะวัน ฉันนึกถึงการเริ่มต้นของชีวิตและการเอื้อเฟื้อแบ่งปันความอบอุ่นให้กับชีวิตได้ไม่เคยหมดสิ้น และทุกครั้งจึงก่อเกิดความอบอุ่นคุ้นเคยเล็กๆ ในใจฉัน แม้นจะอยู่ในแดนดินอันห่างไกลจากบ้านเกิดเมืองนอน

ใช่หรือไม่ว่า นี่คือหัวใจแห่งรักของผู้มอบให้อย่างแท้จริง เฉกเช่นสายน้ำให้ได้โดยไม่เคยร้องขอสิ่งตอบแทน แสงของดวงตะวันอาบเอื้อแบ่งปันให้โดยไม่เคยร้องขอสิ่งตอบแทน และเช่นเดียวกัน ฉันปรารถนาเป็นได้แค่เพียงเศษหนึ่งส่วนล้านของสายน้ำและดวงตะวัน...
ขอบคุณ นู๋ไหม สำหรับภาพสุดท้าย
พิมพ์ครั้งแรก สานแสงอรุณ ฉบับโลกต้องการ "เล็ก" และ "งาม" พฤษภาคม-มิถุนายน ๒๕๕๐

เสียงน้ำและความเงียบงัน ๘

เดือนเพ็ญ

ความมืดกำลังลืมตาตื่น ในขณะที่แสงของยามพลบเลือนรางอยู่หลังเทือกเขาฟากตะวันตก พระจันทร์ซีดขาวค่อยๆ เผยตัวตนเหนือเทือกเขาฟากฝั่งเมืองห้วยทราย ความมืดค่อยๆ ขับให้พระจันทร์เปล่งแสงนวลสีเหลืองเรืองเรื่อขึ้นทุกขณะ แสงอันงดงามก่อให้เกิดความรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด

แสงจันทร์นวลกระจ่างค่อยๆ ลูบไล้พื้นผิวโลก เอิบอาบพืชพรรณ สัตว์ มนุษย์และมวลสิ่งมีชีวิตเล็กๆ บนโลกใบนี้ โลกที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าถึงพระจันทร์

ในค่ำคืนเช่นนี้ เหมาะที่จะได้นอนฟังนิทานแห่งดวงจันทร์ และปล่อยความคิดฝันให้ล่องลอยไปในจินตนาการอันบรรเจิดเพริศแพร้ว หลายครั้งฉันได้พบว่า เรื่องเล่าจากวัยเยาว์ได้เติบโตขึ้นในตัวตนของฉัน และยังคงแต่งแต้มสีสันลงไปในเรื่องราวเมื่อครั้งอดีต ปล่อยให้มันงอกเงยและงดงาม

ค่ำคืนนี้จึงเหมาะสำหรับการเปิดโลกในอดีตของเราขึ้นมา เพื่อปล่อยให้ตัวเองโลดแล่นไปสู่จินตนาการอันกว้างไกลไร้ที่สิ้นสุด เช่นเดียวกับแสงของดวงจันทร์ที่ลูบไล้ทั่วพื้นแผ่นดินโลกยามค่ำคืน

แสงจันทร์ทำให้เราได้มองเห็นการเติบโตขึ้นของตัวเอง ในโลกแห่งจินตนาการที่แฝงฝังอยู่ในหัวใจของวัยเยาว์อีกครั้ง.

วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

เสียงน้ำและความเงียบงัน ๗

คนปลูกผัก


ลมหนาวมาเยือนอย่างแผ่วเบาในเช้าวันนี้ ต้นไม้ใบหญ้าเริงร่าในพรายพรูของสายลม ม่านหมอกแผ่คลุมสายน้ำอย่างนุ่มนวล ขณะดวงตะวันเผยรอยยิ้มที่ริมขอบฟ้า ชายชราลากรถเข็นบรรทุกไซลั่นสามใบผ่านหน้าร้านกาแฟ น้ำแห้งลงมากแล้ว การวางไซดักปลาเป็นไปได้ยาก จึงถึงเวลาแขวนไซเพื่อซ่อมแซม หากทว่ากิจกรรมริมแม่น้ำโขงอีกอย่างหนึ่งของชายชรายังดำเนินต่อไป

เช้าและเย็น ชายชราจะออกมาดูแปลงผักริมฝั่งน้ำ เดินลงไปตักน้ำโขงขึ้นมารดแปลงผักที่กำลังอวดช่อใบงอกงาม วันเวลาเคลื่อนผ่านสวนน้อยๆ แห่งนี้ ชายชราเพียงอาศัยเฝ้ารดน้ำดูแลมิได้ขาด แร่ธาตุใต้พื้นดินริมฝั่งจึงต่างช่วยเร่งให้พืชผักนานาชนิดเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว

ในยามเช้าที่สายลมหนาวพัดผ่านมาเยือน ภรรยาของชายชรากับหลานสาวลงมาช่วยกันเก็บพืชผักในสวนน้อยๆ สำหรับมื้ออาหาร สำหรับแจกจ่ายเพื่อนบ้าน มีเหลือเผื่อขายในตลาด พืชผักมีมากพอสำหรับคนทั้งเมือง

ชีวิตริมสองฟากฝั่งเป็นดั่งเดียวกัน เมื่อลมหนาวพัดผ่าน น้ำลดระดับลง ผืนดินริมฝั่งแม่น้ำโขงโอบรับ เมล็ดพันธุ์มากมาย โอบอุ้มดูแลมวลชีวิตให้เติบโตขึ้นพร้อมกัน.